เงินบาทเปิด 33.55 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัว จับตา FED-ตะวันออกกลาง ลุ้น PCE
เงินบาทเปิด 33.55 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัว จับตา FED-ตะวันออกกลาง ลุ้น PCE ชี้ทิศทางดอกเบี้ย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30 ก.ย. 2569) ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ที่ระดับ 33.50-33.62 บาทต่อดอลลาร์
ช่วงแรกเงินบาทและราคาทองคำ (XAUUSD) เผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และช่วยพยุงเงินบาทรวมถึงราคาทองคำได้บางส่วน
ต่อมาเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสที่ FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ จากเดิมที่มีโอกาสเกือบ 70% เหลือราว 47% ตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง John Williams จาก NY FED ที่ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปี อาจมีความเหมาะสมในการช่วยควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ
ถ้อยแถลงดังกล่าวยังช่วยหนุนราคาทองคำให้ทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ซึ่งเป็นอีกแรงหนุนต่อเงินบาท
สำหรับกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้ที่ 33.40-33.65 บาทต่อดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ล่าสุด ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ประกอบกับราคาพลังงานทยอยปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดยังรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE และยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) รวมถึงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม
ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.3% ขณะที่ S&P500 ลดลง 0.2% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.1%
หุ้นยุโรปถูกกดดันจากหุ้นพลังงาน
ดัชนี STOXX600 ของยุโรปปรับตัวลง 0.09% แม้จะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากราคาพลังงานที่ทยอยลดลง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวกลับกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ของหุ้นธีม AI/Semiconductor โดย ASML ปรับตัวขึ้น 4.2%
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ผันผวน แนะทยอยซื้อช่วง Buy on Dip
บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways บริเวณ 5.20%-5.30% แม้มีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง แต่การปรับลดโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ล่าสุด รวมถึงราคาพลังงานที่ทยอยลดลง ช่วยให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ย่อตัวลงได้บ้าง
Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเน้น Buy on Dip หรือทยอยเข้าซื้อในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น
มุมมองดังกล่าวมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง การขึ้นดอกเบี้ยจะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทยอยปรับตัวลดลงในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้า
หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 5.20% ทำให้ Break-even yield ที่จะทำให้การถือครองบอนด์ระยะยาวเกิดขาดทุนบน Total Return อยู่ที่ประมาณ 5.70%-5.80% ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย หรือขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3-4 ครั้ง หรือประมาณ 75-100 bps จากปัจจุบันที่คาดหวังว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 3-4 ครั้งภายในกลางปีหน้า
ดอลลาร์ยังแกว่งตัว ทองคำรีบาวด์แตะโซน 4,200 ดอลลาร์
เงินดอลลาร์ยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้มีจังหวะแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ แต่พลิกกลับมาย่อตัวลง หลังตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปี
ขณะเดียวกัน ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีอยู่ ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แกว่งตัวบริเวณ 101.4 จุด หรือในกรอบ 101.2-101.6 จุด
ด้านราคาทองคำ สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026 สามารถทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และมุมมองของตลาดที่ปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง
จับตา PCE-ADP ชี้มุมมองดอกเบี้ย FED
สำหรับช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม รวมถึงยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในเดือนกันยายน
ข้อมูลดังกล่าว รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หลังล่าสุด ตลาดคาดหวังว่า FED มีโอกาสราว 32% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปีหน้า
ฝั่งยุโรป ตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 2
ส่วนเอเชีย ตลาดจะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนกันยายน ขณะที่ช่วงประมาณ 06.50 น. ตามเวลาประเทศไทยของเช้าวันพฤหัสบดี ตลาดจะรอติดตามผลสำรวจภาคธุรกิจของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ Tankan Survey ในไตรมาสที่ 3
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน
เงินบาทเสี่ยง Two-way risk
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจช่วยหนุนบรรยากาศตลาดการเงินเอเชีย และช่วยชะลอการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม เงินบาทอาจยังไม่สามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อย่างชัดเจน จนกว่าการเจรจาหยุดยิงจะมีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวลงพอสมควร
นอกจากนี้ ตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้นข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อมุมมองแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED
โดยรวม เงินบาทอาจมีโซนแนวรับบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ในช่วง 33.70 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านสำคัญ
ทั้งนี้ ตลาดควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นและราคาทองคำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสองสินทรัพย์มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา และความผันผวนของทั้งสองสินทรัพย์ก็ส่งผลกระทบต่อเงินบาทเช่นกัน
สำหรับวันนี้ ตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงที่ทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
มุมมองระยะกลาง-ยาว FED ยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง
ในระยะกลางถึงยาว Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 แล้วจึงทยอยลดดอกเบี้ยลง
จากมุมมองดังกล่าว เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่ประเมินไว้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิค หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวันและรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB